HOME   >   HISTORY

 

DIMET รากฐานเทคโนโลยีระดับโลก สู่ความเป็นผู้นำในเอเชียแปซิฟิก
 

จุดกำเนิดเทคโนโลยีสังกะสีอนินทรีย์ของโลก

 

เทคโนโลยีสีรองพื้นสังกะสีซิลิเกตอนินทรีย์ (Inorganic Zinc Silicate) ได้รับการพัฒนาขึ้นในประเทศออสเตรเลีย

โดย วิกเตอร์ ไนติงเกล (Victor Nightingall, พ.ศ. 2424–2490) 
ผู้บุกเบิกระบบป้องกันการกัดกร่อนสมัยใหม่

 

ผลงานของเขาถูกนำไปใช้ในโครงการท่อส่งน้ำ Morgan–Whyalla ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาคลาสสิกของโลกด้านการป้องกันการกัดกร่อนระยะยาว

จากรากฐานทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าว บริษัท Dimet ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อพัฒนา ถ่ายทอด และทำให้เทคโนโลยีสังกะสีอนินทรีย์กลายเป็นระบบอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์


        

Victor Nightingall          

 

 

 “Dimet” สื่อถึงแนวคิดการทำงานร่วมกันของโลหะสองชนิด (Di–Metal) ซึ่งเป็นรากฐานของเทคโนโลยี

 สังกะสีอนินทรีย์ที่ใช้ปกป้องโครงสร้างเหล็กทั่วโลกชื่อนี้จึงสะท้อนทั้งต้นกำเนิดทางวิทยาศาสตร์

 และพันธกิจขององค์กร ในการยืดอายุโครงสร้างพื้นฐานอย่างยั่งยืน

 

 

 

 

    โครงการท่อส่งน้ำ Morgan–Whyalla

การถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สหรัฐอเมริกา

(พ.ศ.2492 เป็นต้นมา) 

 

ในปี พ.ศ. 2492


Charles “Chuck” Munger ผู้บริหารของ Ameron International (เดิม Amercoat Corporation) เดินทางมายังออสเตรเลีย

เพื่อตรวจสอบเทคโนโลยีของ Dimet และนำองค์ความรู้ไปพัฒนาต่อ

ยอดในสหรัฐอเมริกาภายใต้สายผลิตภัณฑ์ "Dimetcote"

 


 

ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1950–1960


Stanley Lopata และทีมวิจัยของ Carboline Company ได้พัฒนาแนวคิด Self-curing Zinc และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Carbozinc 11

โดยมี John Montle เป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญด้านการวิจัยและพัฒนาการพัฒนาของ Ameron และ Carboline

ถือเป็นการต่อยอดจากรากฐานเทคโนโลยีสังกะสีอนินทรีย์ที่ Dimet เป็นผู้บุกเบิก 

การขยายสู่เอเชียแปซิฟิก

Dimet กับการวางรากฐานในภูมิภาค

เมื่ออุตสาหกรรมพลังงาน การต่อเรือ และปิโตรเคมีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1960–1980 Dimet ได้ขยายการดำเนินงานเข้าสู่ภูมิภาคนี้อย่างเป็นระบบ

มีการจัดตั้งฐานธุรกิจใน:

  • สิงคโปร์

  • มาเลเซีย

  • อินโดนีเซีย

  • ประเทศไทย


Dimet มีบทบาทสำคัญในการนำมาตรฐานสากล เช่น SSPC และ NACE เข้าสู่ภูมิภาค และปรับเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับสภาพอากาศเขตร้อนชื้น ซึ่งมีความรุนแรงด้านการกัดกร่อนสูง

Dimet ในประเทศไทย

ศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของภูมิภาค (พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา)

 

Dimet เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2525 เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงาน โดยเฉพาะโครงการแท่นขุดเจาะในอ่าวไทย โรงกลั่นน้ำมัน และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

ประเทศไทยจึงกลายเป็นหนึ่งในฐานการดำเนินงานที่สำคัญที่สุดของ Dimet ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

การลงทุนเพื่อการเติบโต (พ.ศ. 2536)

 

Dimet ได้ลงทุนก่อสร้างโรงงานและสำนักงานแห่งใหม่

ณ นิคมอุตสาหกรรมบางปู บนพื้นที่กว่า 6 ไร่

โรงงานแห่งนี้ได้รับการออกแบบเพื่อรองรับกำลังการผลิตที่

เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า สะท้อนถึงการเติบโตของตลาดในเอเชีย

และบทบาทของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค

การยกระดับองค์กร (พ.ศ. 2550)

Dimet ก้าวสู่การเป็นบริษัทมหาชน โดยยังคงรักษาความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับพันธมิตรระดับนานาชาติ เช่น

  • Carboline

  • Ameron

  • Wattyl

และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันการกัดกร่อน

 

ศักยภาพการผลิตและมาตรฐานการดำเนินงาน

 

โรงงานของ Dimet ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการผลิตสีอุตสาหกรรมและระบบป้องกันการกัดกร่อนที่มีคุณภาพสูง โดยกระบวนการผลิตถูกออกแบบให้เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมสากล

  • ใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตที่ทันสมัย

  • มีระบบควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอนของการผลิต

  • ห้องปฏิบัติการสำหรับทดสอบและพัฒนาผลิตภัณฑ์

  • ระบบจัดเก็บวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน

ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเคลือบผิว Dimet มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ปัจจุบัน

Dimet ผู้สืบทอดและพัฒนาเทคโนโลยีระดับโลกในเอเชีย

ปัจจุบัน Dimet ยังคงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสีป้องกันการกัดกร่อนสำหรับอุตสาหกรรมหนัก โครงสร้างพื้นฐาน และพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ด้วยรากฐานจาก Victor Nightingall การถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ Ameron และ Carboline และการขยายสู่เอเชียผ่านความร่วมมือกับ Wattyl ทำให้ Dimet มีตำแหน่งทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนในอุตสาหกรรมสังกะสีอนินทรีย์ของโลก

Dimet คือหนึ่งในองค์กรที่เชื่อมโยงต้นกำเนิดเทคโนโลยีระดับโลก เข้ากับการพัฒนาและประยุกต์ใช้จริงในภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่องมากกว่า 80 ปี